English

หมวดหมู่ Google Business Profile ร้านอาหาร เลือกอย่างไรให้ลูกค้าหาเจอ

Restaurant staff reviewing supplier information on a tablet. พนักงานร้านอาหารดูข้อมูลซัพพลายเออร์บนแท็บเล็ต

หมวดหมู่ Google Business Profile ร้านอาหาร เลือกอย่างไรให้ลูกค้าหาเจอ

หมวดหมู่หลักคือช่องเดียวที่ตัดสินว่าร้านของท่านจะขึ้นในคำค้นไหนบ้าง และควรเลือกอย่างไร

การเลือกหมวดหมู่ Google Business Profile ร้านอาหาร เป็นงานหลังบ้านไม่กี่อย่างที่ให้ผลกลับมาเป็นลูกค้าจริง เพราะหมวดหมู่หลักคือช่องที่ตัดสินว่าร้านของท่านมีสิทธิ์ขึ้นในคำค้นไหน ตั้งดี ร้านก็ขึ้นตอนที่คนแถวนั้นกำลังหาเมนูที่ท่านขาย ตั้งแบบขอไปที ร้านก็ต้องไปแข่งกับทุกร้านที่ขายอาหารในรัศมีหนึ่งกิโลเมตร

บทความนี้อธิบายว่าช่องนี้ทำงานอย่างไร ทำไมหมวดหมู่หลักถึงสำคัญที่สุด และร้านในไทยควรเลือกอย่างไร

หมวดหมู่ทำหน้าที่อะไรกันแน่

หมวดหมู่คือป้ายที่ Google ใช้ระบุว่าธุรกิจของท่านเป็นประเภทไหน ไม่ใช่ช่องใส่คำค้น และไม่ใช่คำบรรยายร้าน ท่านเลือกจากรายการที่ Google กำหนดไว้ และการเลือกนั้นทำงานสามอย่างพร้อมกัน

  • กำหนดสิทธิ์ในการขึ้น เวลามีคนค้น “ชาบูใกล้ฉัน” Google ดึงร้านที่หมวดหมู่บอกว่าเป็นร้านชาบูขึ้นมาเป็นหลัก
  • ปลดล็อกฟีเจอร์ หมวดหมู่กลุ่มร้านอาหารจะได้ช่องเมนู ปุ่มจองโต๊ะ ปุ่มสั่งอาหาร และคุณสมบัติเฉพาะร้านอาหาร ถ้าตั้งผิดกลุ่ม ระบบจะไม่เสนอฟีเจอร์เหล่านี้ให้
  • กำหนดว่าท่านถูกเทียบกับใคร หมวดหมู่จัดท่านเข้ากลุ่ม แล้ว Google ก็จัดอันดับภายในกลุ่มนั้น

ทำไมหมวดหมู่หลักถึงทำงานหนักที่สุด

ท่านใส่ได้หลายหมวดหมู่ก็จริง แต่น้ำหนักไม่เท่ากัน หมวดหมู่หลักคือตัวที่ Google ให้น้ำหนักมากที่สุดในการตัดสินว่าร้านท่านคืออะไร เป็นตัวที่แสดงบนหน้าโปรไฟล์ และมีผลต่ออันดับมากกว่าหมวดหมู่รองมาก

หมวดหมู่รองช่วยขยายขอบเขตได้นิดหน่อย แต่ช่วยกู้หมวดหมู่หลักที่ตั้งผิดไม่ได้ ถ้าหมวดหมู่หลักของท่านคือ “ร้านอาหาร” กว้าง ๆ แล้วไปใส่ “ร้านซูชิ” เป็นหมวดหมู่รอง ท่านก็ยังสู้ร้านที่ตั้งหมวดหมู่หลักว่าซูชิไม่ได้อยู่ดี

ช่องเดียวช่องนี้ ตั้งครั้งเดียวตอนเปิดร้าน แล้วมีผลต่อการมองเห็นไปอีกหลายปี จึงคุ้มที่จะคิดให้ดี

ความผิดพลาดที่เจอบ่อยที่สุด เลือก “ร้านอาหาร” แบบกว้าง ๆ

“ร้านอาหาร” เป็นตัวเลือกที่รู้สึกปลอดภัย แต่ไม่ปลอดภัยเลย เพราะเป็นหมวดหมู่อาหารที่กว้างที่สุด แปลว่าท่านถูกโยนเข้าไปในกลุ่มแข่งขันที่ใหญ่ที่สุด และให้ข้อมูลกับ Google น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ที่สำคัญกว่านั้น มันไม่ตรงกับวิธีที่คนไทยค้นหาจริง ไม่มีใครพิมพ์ว่า “ร้านอาหารใกล้ฉัน” ตอนอยากกินหมูกระทะ คนพิมพ์ชื่อประเภทตรง ๆ ชาบู หมูกระทะ ปิ้งย่าง โอมากาเสะ ก๋วยเตี๋ยวเรือ ถ้าหมวดหมู่ไม่ตรงกับคำที่เขาค้น ร้านท่านก็ตกรอบตั้งแต่ก่อนจัดอันดับ

ความเฉพาะเจาะจงคือหัวใจทั้งหมด ถ้าท่านขายราเมง “ร้านราเมง” ชนะ “ร้านอาหารญี่ปุ่น” และ “ร้านอาหารญี่ปุ่น” ชนะ “ร้านอาหาร”

ถ้าหมวดหมู่ของร้านท่านถูกตั้งไว้ตอนเปิดโปรไฟล์แล้วไม่เคยกลับมาดูอีก นั่นมักเป็นอาการ ไม่ใช่ตัวโรค ปัญหาจริงคือโปรไฟล์ทั้งใบไม่เคยถูกสร้างมาให้แข่งขันได้ การจัดการหมวดหมู่ รูปภาพ ข้อมูลเมนู และระบบเก็บรีวิวให้เป็นระบบเดียวกัน คือสิ่งที่ ระบบ Google Engine สำหรับร้านอาหาร ทำให้

เลือกหมวดหมู่หลักอย่างไร

ให้คิดจากฝั่งลูกค้าเข้ามา ไม่ใช่คิดจากเมนูของเราออกไป

เริ่มจากคำที่ลูกค้าค้น ไม่ใช่คอนเซ็ปต์ของร้าน

ลองนึกว่าคืนวันศุกร์ ลูกค้าหิว ถือมือถืออยู่ เขาพิมพ์ว่าอะไร ไม่ใช่เรื่องราวของแบรนด์ แต่เป็นคำที่เขาใช้จริง แล้วค่อยหาหมวดหมู่ที่ใกล้เคียงที่สุดในรายการของ Google

ค้นในช่องจริง อย่าเชื่อรายการที่ไปเจอมา

พิมพ์ลงในช่องหมวดหมู่ในโปรไฟล์แล้วดูว่า Google เสนออะไรมาบ้าง รายการหมวดหมู่มีการเปลี่ยนแปลงเรื่อย ๆ รายชื่อที่ท่านไปอ่านเจอในบทความอาจเก่าไปแล้ว ช่องกรอกจริงคือแหล่งข้อมูลเดียวที่อัปเดตเสมอ

เลือกเมนูหรือรูปแบบที่ท่านอยากเป็นเจ้าของ

ถ้าร้านขายอาหารไทยหลายอย่าง แต่ชื่อเสียงและกำไรอยู่ที่ก๋วยเตี๋ยวเรือ ก็ให้ก๋วยเตี๋ยวเรือเป็นตัวตัดสินหมวดหมู่ เลือกสิ่งที่ท่านอยากขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ไม่ใช่คำที่ครอบคลุมทุกอย่างที่ครัวทำได้

หมวดหมู่รอง มีประโยชน์ แต่ใส่เกินแล้วเสีย

หมวดหมู่รองมีไว้สำหรับสิ่งที่ร้านเป็นจริง ๆ อีกอย่าง ร้านอาหารไทยที่มีบาร์จริงจังก็ใส่หมวดหมู่บาร์ได้ คาเฟ่ที่เสิร์ฟอาหารจานหลักก็ใส่หมวดหมู่อาหารได้

สิ่งที่มันไม่ใช่ คือช่องใส่คำค้น การใส่หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้องแบบหลวม ๆ หกเจ็ดอัน ไม่ได้ทำให้ท่านขึ้นในคำค้นมากขึ้นหกเจ็ดเท่า แต่ทำให้สัญญาณเจือจาง และดึงลูกค้าที่มาหาสิ่งที่ร้านไม่ได้ทำจริง ความคาดหวังที่ไม่ตรงกันจะกลับมาเป็นรีวิวหนึ่งดาว

วิธีทดสอบง่าย ๆ ลูกค้าที่หาร้านเจอผ่านหมวดหมู่นี้ สั่งสิ่งที่ตั้งใจมากินได้จากเมนูจริงตอนนี้เลยไหม ถ้าไม่ได้ ให้เอาออก

เคสยากที่เจอบ่อยในไทย

บางร้านไม่ได้อยู่ในกล่องเดียวชัด ๆ ทางออกคือตัดสินใจว่าอยากชนะในคำค้นไหน

  • คาเฟ่ที่ขายอาหารจานหลัก ให้ดูว่าอะไรทำให้โต๊ะเต็ม ถ้ายอดส่วนใหญ่มาจากมื้อกลางวันและกาแฟเป็นของแถม หมวดหมู่หลักควรเป็นฝั่งอาหาร แล้วให้กาแฟเป็นหมวดหมู่รอง
  • ร้านอาหารที่มีบาร์แข็งแรง การตั้งบาร์เป็นหมวดหมู่หลักเปลี่ยนทั้งกลุ่มคนที่หาท่านเจอและช่วงเวลาที่เขาหา ถ้ารายได้หลักมาจากอาหาร ให้คงหมวดหมู่อาหารไว้
  • หลายคอนเซ็ปต์ในตึกเดียว หนึ่งโปรไฟล์มีหมวดหมู่หลักได้อันเดียว เลือกคอนเซ็ปต์ที่จ่ายค่าเช่า
  • ร้านบุฟเฟต์ ถ้าคนมาเพราะเป็นบุฟเฟต์ หมวดหมู่ที่บอกรูปแบบบุฟเฟต์หรือหม้อไฟ มักทำงานได้มากกว่าป้ายบอกสัญชาติอาหาร

อย่าแก้ปัญหาด้วยการยัดคำค้นลงในชื่อร้าน

การเติมชื่อเมนูหรือชื่อย่านเข้าไปในชื่อร้านเพื่อให้ตรงคำค้น เสี่ยงโดนระงับ และการถูกระงับหมายถึงร้านหายจาก Maps ทั้งใบ ช่องชื่อร้านมีไว้ใส่ชื่อบนป้ายหน้าร้าน ช่องหมวดหมู่มีไว้ใส่หมวดหมู่

เปลี่ยนหมวดหมู่แล้ววัดผลอย่างไร

ท่านเปลี่ยนหมวดหมู่หลักได้ การเปลี่ยนอาจทำให้โปรไฟล์เข้าสู่การตรวจสอบสั้น ๆ และผลไม่ได้เกิดทันที อย่าเพิ่งตัดสินในหนึ่งสัปดาห์

ก่อนเปลี่ยน ให้จดค่าตั้งต้นไว้ ยอดขอเส้นทาง ยอดกดโทร ยอดคลิกเว็บไซต์ และยอดจองจากโปรไฟล์ จากนั้นเปลี่ยนแค่หมวดหมู่หลักอย่างเดียว แล้วปล่อยอย่างอื่นไว้สักสองสามสัปดาห์ เพื่อให้รู้ว่าอะไรทำให้ตัวเลขขยับ ถ้าเปลี่ยนหมวดหมู่ รูปภาพ และเวลาเปิดปิดพร้อมกันในวันเดียว ท่านจะไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย

สิ่งที่ต้องจับตาไม่ใช่อันดับสวย ๆ แต่คือมีคนกดขอเส้นทางมาที่หน้าร้านมากขึ้นไหม และมีคนจองโต๊ะมากขึ้นไหม

ถ้าหมวดหมู่ในโปรไฟล์ของท่านถูกตั้งโดยคนที่สร้างโปรไฟล์ไว้เมื่อนานมาแล้ว และไม่เคยมีใครกลับไปดูอีก นั่นคือรอยรั่วเงียบ ๆ ของยอดลูกค้า การทำให้ร้านถูกค้นเจอบน Google Maps ด้วยหมวดหมู่ที่ถูกต้อง โปรไฟล์ที่แข่งขันได้ และรีวิวที่ไหลเข้ามาต่อเนื่อง คือทั้งหมดที่ ระบบ Google Engine ทำให้ร้านอาหาร