English

ร้านอาหารไม่ขึ้นบน Google Maps เกิดจากอะไร และตรวจสอบอย่างไร

Hand using a phone surrounded by map location pins. มือถือโทรศัพท์พร้อมหมุดตำแหน่งบนแผนที่

ร้านอาหารไม่ขึ้นบน Google Maps เกิดจากอะไร และตรวจสอบอย่างไร

รายการตรวจสอบทีละข้อ สำหรับเจ้าของร้านที่ลูกค้าค้นหาร้านบน Google Maps ไม่เจอ

ลูกค้าโทรมาบอกว่าขับวนหาร้านไม่เจอ หรือค้นชื่อร้านแล้วขึ้นเป็นร้านอื่น ปัญหาร้านอาหารไม่ขึ้นบน Google Maps ฟังดูเหมือนเรื่องเดียว แต่แยกได้เป็นสองแบบที่แก้คนละทาง คือร้านไม่มีอยู่บนแผนที่จริง ๆ กับร้านมีอยู่แต่อันดับต่ำจนลูกค้าไม่เห็น

ก่อนลงมือแก้ ต้องรู้ก่อนว่าร้านของท่านอยู่ในกลุ่มไหน บทความนี้เรียงลำดับการตรวจสอบที่ทำเองได้ในหนึ่งบ่าย

แยกให้ออกก่อน ระหว่าง “ไม่มีบนแผนที่” กับ “มีแต่อันดับตก”

เปิด Google Maps แล้วค้นชื่อร้านเต็ม ๆ พร้อมชื่อซอยหรือย่าน ถ้าหมุดขึ้นมา แปลว่าร้านไม่ได้หายไปไหน แต่กำลังแพ้ร้านอื่นในการจัดอันดับ ซึ่งเป็นคนละปัญหา

จากนั้นลองค้นแบบที่ลูกค้าค้นจริง เช่น “ชาบูใกล้ฉัน” “หมูกระทะ ลาดพร้าว” Google โชว์ผลลัพธ์ในกล่องแผนที่แค่สามร้านก่อนที่คนจะเลื่อนจอ และคนส่วนใหญ่ไม่เลื่อน ถ้าสามช่องนั้นเป็นคู่แข่งทั้งหมด ลูกค้าที่ควรเป็นของท่านก็เดินเข้าร้านอื่นไปแล้ว

จดให้ชัดว่าติดปัญหาแบบไหน เพราะหลายร้านเสียเวลาเป็นเดือนไปกับการอัปโหลดรูปลงโปรไฟล์ที่ยังไม่เคยยืนยันตัวตน

ถ้าคำตอบคือ “ร้านมีอยู่ แต่ลูกค้าไม่เจอ” งานที่ต้องทำคือการรื้อโปรไฟล์และสัญญาณรอบ ๆ ใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ ระบบ Google Engine สำหรับร้านอาหาร ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะ

ข้อ 1 ยืนยันตัวตนร้านเรียบร้อยแล้วหรือยัง

โปรไฟล์ที่ยังไม่ผ่านการยืนยันตัวตน จะดูสมบูรณ์ในหน้าจัดการของท่าน แต่ไม่แสดงต่อสาธารณะ การยืนยันตัวตนคือขั้นตอนที่ Google ตรวจว่ามีร้านอยู่จริงตามที่อยู่นั้น มักทำผ่านวิดีโอคอลหรือไปรษณียบัตร

เข้าบัญชี Google ที่เป็นเจ้าของโปรไฟล์ แล้วเช็คสามอย่าง ยืนยันตัวตนแล้ว เผยแพร่แล้ว และสถานะเป็น “เปิดทำการ” หลายร้านยังติดสถานะ “ปิดชั่วคราว” ที่ตั้งไว้ตอนช่วงเงียบ แล้วลืมเปลี่ยนกลับ ซึ่งทำให้ร้านแทบหายจากผลการค้นหา

อีกเรื่องที่เจอบ่อย คือคนที่ยืนยันตัวตนไว้ลาออกไปแล้ว และบัญชีเป็น Gmail ส่วนตัวที่ไม่มีใครเข้าได้ ให้ขอสิทธิ์ความเป็นเจ้าของผ่าน Google อย่าเปิดโปรไฟล์ใหม่ เพราะจะกลายเป็นปัญหาข้อถัดไป

ข้อ 2 มีหมุดซ้ำแย่งสัญญาณกันเอง

หมุดซ้ำเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ของร้านที่ “เมื่อก่อนเคยขึ้น” เกิดได้หลายทาง แอปเดลิเวอรีสร้างหมุดให้ ลูกค้าปักหมุดเอง หรือพนักงานเปิดโปรไฟล์ใหม่เพราะเข้าอันเก่าไม่ได้

ผลเสียคือรีวิว รูปภาพ และประวัติถูกแบ่งไปคนละหมุด Google อาจเลือกโชว์หมุดที่ข้อมูลอ่อนกว่า ลองค้นชื่อร้าน ที่อยู่ และเบอร์โทรแยกกัน แล้วนับว่ามีกี่หมุด

เมื่อเจอหมุดซ้ำ ให้แจ้งรวมหมุด อย่าลบทิ้งเอง เพราะถ้าเผลอลบหมุดที่เก็บรีวิวไว้ เท่ากับทิ้งสิ่งที่สะสมมาหลายปี

ข้อ 3 ชื่อร้าน ที่อยู่ เบอร์โทร ไม่ตรงกันในแต่ละที่

Google เอาข้อมูลร้านไปเทียบกับที่อื่น ๆ ที่ข้อมูลนี้ปรากฏ ถ้าไม่ตรงกัน ความมั่นใจลด การแสดงผลก็ลดตาม

ที่อยู่แบบไทยทำให้พลาดง่ายมาก เว็บไซต์เขียน “ซอยสุขุมวิท 31” เฟซบุ๊กเขียน “สุขุมวิท ซอย 31” ส่วนร้านในห้างไม่ระบุชั้น สำหรับระบบแล้วนี่คือที่อยู่คนละแห่ง เบอร์โทรก็เช่นกัน

  • เลือกรูปแบบชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร ให้เป็นมาตรฐานเดียว
  • แก้ช่องทางที่ท่านคุมเองก่อน เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก LINE Official Account
  • แล้วค่อยไล่แก้ที่ที่ไม่ได้เป็นเจ้าของ เช่น Wongnai และแอปเดลิเวอรี
  • ใช้เบอร์เดียวกันทุกที่ รวมถึงบนใบเสร็จ

ข้อ 4 หมวดหมู่หลักไม่ตรงกับสิ่งที่ลูกค้าค้น

หมวดหมู่หลักคือช่องที่มีน้ำหนักมากที่สุด เพราะเป็นตัวบอก Google ว่าร้านท่านเป็นประเภทไหน และตัดสินว่ามีสิทธิ์ขึ้นในคำค้นไหน ร้านชาบูที่ตั้งหมวดหมู่กว้าง ๆ ว่า “ร้านอาหาร” เท่ากับไปแข่งกับร้านข้าวแกงทั้งย่าน ตั้งให้ตรงกับสิ่งที่อยากให้คนหาเจอ แล้วค่อยเพิ่มหมวดหมู่รองเฉพาะสิ่งที่ร้านเป็นจริง ๆ

ข้อ 5 โปรไฟล์ถูกระงับอยู่ โดยที่ท่านไม่รู้ตัว

การระงับแบบเต็มทำให้ร้านหายจาก Maps ส่วนแบบเบาจะยังเห็นร้านอยู่ แต่แก้ไขข้อมูลไม่ได้ สาเหตุที่พบบ่อยคือการใส่คำค้นลงในชื่อร้าน เช่น เติม “อร่อยที่สุด ทองหล่อ” ต่อท้ายชื่อจริง

ถ้าโดนระงับ ให้หยุดแก้ไขก่อน แล้วรวบรวมหลักฐานว่าร้านมีอยู่จริง ป้ายหน้าร้านที่เห็นชื่อชัด บิลค่าน้ำค่าไฟ ทะเบียนพาณิชย์ การขอคืนสถานะเป็นเรื่องของหลักฐาน ไม่ใช่การยื่นซ้ำ ๆ

ข้อ 6 ท่านกำลังเช็คจากจุดที่เข้าข้างตัวเอง

ระยะห่างระหว่างคนค้นกับร้านมีผลต่ออันดับจริง และ Google ยังปรับผลลัพธ์ตามตำแหน่งและประวัติการค้นหา การยืนกลางร้านตัวเองแล้วค้นชื่อร้านตัวเอง แทบไม่ได้บอกอะไร

ทดสอบให้ถูกวิธี ออกจากระบบ ใช้หน้าต่างไม่ระบุตัวตน แล้วค้นจากระยะสองสามกิโลเมตร ถ้าในรัศมี 500 เมตรเจอ แต่ห่างออกไปแล้วหาย นั่นคือปัญหาการแข่งขัน

ข้อ 7 ข้อมูลในโปรไฟล์บางเกินไป

สองร้านที่ข้อมูลถูกต้องเหมือนกัน ร้านที่กรอกครบกว่าจะชนะเสมอ

  • เวลาเปิดปิด รวมถึงวันหยุดนักขัตฤกษ์ สงกรานต์ และตรุษจีน
  • ตัวเลือกบริการตามจริง ทานที่ร้าน สั่งกลับบ้าน เดลิเวอรี จองโต๊ะ
  • เมนูที่กรอกลงในโปรไฟล์ ไม่ใช่แค่ลิงก์ PDF ที่เปิดบนมือถือแล้วอ่านไม่ออก
  • รูปอาหาร รูปบรรยากาศ และรูปทางเข้าร้าน
  • คำตอบในส่วนคำถามและคำตอบ โดยเฉพาะเรื่องที่ถามบ่อย เช่น ที่จอดรถ

ข้อ 8 รีวิวหยุดนิ่ง

จำนวนรีวิว ความสดใหม่ และการที่ท่านตอบหรือไม่ตอบ มีผลต่อทั้งอันดับและการตัดสินใจกดเข้าร้าน โปรไฟล์ที่รีวิวล่าสุดเก่าเป็นปี ทำให้คนสงสัยว่าร้านยังเปิดอยู่ไหม

ขอรีวิวตอนจบมื้อที่เห็นชัดว่าลูกค้าถูกใจ ตอบทุกอันด้วยภาษาเดียวกับที่ลูกค้าเขียนมา อย่าซื้อรีวิวเด็ดขาด Google จับรีวิวปลอมที่มาเป็นชุดได้

ลำดับการลงมือที่ควรทำ

  • เช็คว่ายืนยันตัวตนแล้ว เผยแพร่แล้ว และสถานะเปิดทำการ
  • หาหมุดซ้ำและแจ้งรวมหมุด
  • ล็อกชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร ให้เป็นชุดเดียว แล้วไล่แก้ทุกช่องทาง
  • แก้หมวดหมู่หลัก และเคลียร์เรื่องการถูกระงับ
  • กรอกข้อมูลโปรไฟล์ให้ครบ แล้วเริ่มระบบเก็บรีวิว

สิ่งที่ควรจับตาไม่ใช่อันดับ แต่คือยอดขอเส้นทาง ยอดกดโทร และยอดคลิกเว็บไซต์ในหน้าสถิติ อันดับขยับตามอุปกรณ์และตำแหน่งของคนค้น แต่ยอดขอเส้นทางแปลงเป็นลูกค้าจริง

ถ้าไล่ครบทุกข้อแล้วร้านยังไม่ขึ้นในจุดที่ลูกค้าค้นหา ปัญหามักไม่ได้อยู่ที่การตั้งค่าใดค่าหนึ่ง แต่อยู่ที่โปรไฟล์ที่ไม่เคยถูกสร้างมาให้แข่งขันได้ นั่นคืองานที่เราดูแลผ่าน ระบบ Google Engine ทำให้ลูกค้าหาร้านเจอ และเปลี่ยนการมองเห็นบนแผนที่ให้เป็นยอดขาย